Home สาระทั่วไป ออนเซ็นสีน้ำนม ออนเซ็นสุดเลื่องชื่อ ลงแช่ 3 วันไม่เป็นหวัดไป 3 ปี (ชมภาพ)

ออนเซ็นสีน้ำนม ออนเซ็นสุดเลื่องชื่อ ลงแช่ 3 วันไม่เป็นหวัดไป 3 ปี (ชมภาพ)

1 min read
82

กลับมาอีกครั้งกับรอบนี้ ที่แอดมินจะพาไปดู ออนเซ็นสีน้ำนม ที่บอกเลยว่าพิเศษแบบสุดๆ ออนเซ็นอันเลื่องชื่อ ในเรื่องของการรักษาโรค ที่เค้าบอกเลยว่า ถ้าลงแช่ 3 วันไม่เป็นหวัดไป 3 ปี โดยมาพร้อมกับวิวทิวทัศน์ที่สวยสดงดงามอีกต่างหาก บรรยายกาศจะดีแค่ไหน และออนเซ็นสีน้ำนมที่ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามพร้อมกันได้เลย!

สำหรับใครชอบแช่ออนเซ็นจะต้องชอบที่นี่ด้วยแน่ ๆ กับ Shirahone Onsen จังหวัดนากาโนะ

ออนเซ็นที่โด่งดังเรื่องการรักษาโรคตั้งแต่สมัยเอโดะ
จากอดีตที่เคยถูกใช้เป็นสถานที่อาบน้ำแร่เพื่อการรักษาโรค สู่ยุคปัจจุบันที่รู้จักกันในนามสถานที่ Unseen ไปแล้ว เพราะด้วยความที่ตั้งอยู่ไกลความเจริญ แต่มีความแปลกและแตกต่างจากสถานที่อื่นๆ นี่ล่ะค่ะ ที่กลายเป็นคุณสมบัติของ Shirahone Onsen แห่งนี้

“ลงแช่ 3 วันจะไม่เป็นหวัดไป 3 ปี” คำบอกเล่าจากอดีตถึงปัจจุบัน
น้ำร้อนสีขุ่นขาวราวกับสีน้ำนมที่ Shirahone Onsen เป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบการแช่ออนเซ็น จริงๆ แล้วน้ำที่ไหลออกมาก็เป็นสีใสนั่นล่ะค่ะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีความขุ่นขึ้นจนเป็นเหมือนสีน้ำนมนั่นเอง น้ำร้อนที่ว่านี้มีสภาพความเป็นกรดอ่อนๆ จึงอ่อนโยนและปลอบประโลมผิวให้ผ่อนคลายขณะแช่ได้ค่ะ

ออนเซ็นแห่งนี้มีความพิเศษ คือ กำมะถันและกรดคาร์บอนิกที่เป็นส่วนประกอบ อุณหภูมิของน้ำก็อุ่นสบาย แม้จะเป็นฤดูที่อากาศหนาวจัด หากได้ลงแช่น้ำร้อนของที่นี่แล้ว ไม่ต้องเปิดฮีทเตอร์นอนก็ไม่รู้สึกหนาวเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ออนเซ็นที่นี่เขายังส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือดและการทำงานของอวัยวะระบบย่อยภายในร่างกาย เช่น กระเพาะ และลำไส้ได้ด้วย

เสน่ห์แห่ง Shirahone Onsen ที่ชวนให้มาสัมผัส
แม้ว่าชื่อของสถานที่เก่าแก่ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าอยู่มาก แต่สำหรับที่มาของชื่อ Shirahone นี้ หากใครเข้าใจอักษรคันจิ “白骨” ก็จะทราบความหมายที่ตรงตัวได้เลยว่า “กระดูกสีขาว” (เดิมทีเคยถูกเรียกว่า “hakkotsu” และ “shirosen” ด้วย)

ที่มาของชื่อนี้จริงๆ แล้วมาจากการที่ออนเซ็นแห่งนี้มีปูนขาวเป็นส่วนประกอบนั่นเอง หากใครได้ไปก็คงจะทราบถึงจุดนี้ได้ทันที เพราะบริเวณพื้นและอ่างอาบน้ำที่เป็นสีขาวนั้นดูแล้วเหมือนอยู่ในถ้ำหินปูนเลยล่ะค่ะ สำหรับการลงแช่ออนเซ็นที่เป็นน้ำจากธรรมชาตินั้น เปรียบเสมือนการได้รับพรจากธรรมชาติเลยค่ะ และเมื่อยิ่งคิดแล้วก็ยิ่งรู้เลยว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ “Shirahone Onsen” แห่งนี้เนี่ยเพอร์เฟกต์ที่สุดแล้ว! ทั้งทำเลที่ตั้ง อุณหภูมิ และแร่ธาตุส่วนประกอบในน้ำร้อน ต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งถ้าจะเรียกว่าเป็นสถานที่พิเศษที่ชวนพิศวงก็ไม่ผิดล่ะ

ด้านห้องพักจะมีวิธีเรียกต่างกันออกไปเป็นชื่อของน้ำร้อนในแบบต่างๆ ทั้ง “Aratamanoyu” “Awanoyu” “Kotoshironoyu” ซึ่งทำให้ห้องพักแต่ละแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะ และจะให้กลิ่นอายที่เหมาะกับการมาพักผ่อนออนเซ็นได้ดีเลยด้วย ปัจจุบันที่ Shirahone Onsen มีที่พักที่มีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ ตั้งเรียงรายกันทั้งหมด 11 หลัง ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งหมด ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินให้กับแขกทุกคนที่เข้าพัก น้ำออนเซ็นที่นี่มาจากตาน้ำธรรมมชาติ แถมยังมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่ร้อนจัดเกินไปด้วย

มองดูแล้วถึงจะดูเหมือนกับหิน แต่ความจริงแล้วเป็นอ่างที่ทำจากไม้แต่ถูกหินปูนที่ตกตะกอนและจับตัวทับถมกันจนเกิดเป็นลายคล้ายกระดูกมนุษย์ จึงอาจกลายเป็นที่มาของชื่อ “Shirahone” หรือกระดูกขาวค่ะ หรืออาจเพราะสถานที่นี้ไปปรากฏอยู่ในนิยาย “Dabosatsu Toge” ของนักเขียน Kaizan Nakazato ในสมัยโชวะ ซึ่งถูกเรียกรวมๆ ว่า “Shirahone” ด้วย

Shirahone Onsen เป็นออนเซ็นกินได้!?
น้ำในออนเซ็นของที่นี่เขาว่ากันว่าเป็นน้ำที่ดื่มได้ ดังนั้นที่นี่จึงเรียกว่าเป็นออนเซ็นที่กินได้นั่นเอง! ซึ่งมีของขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นอยู่ที่ Shirahone Onsen ด้วย สิ่งนั้นคือ “Shirahone Onsengayu” หรือ “ข้าวต้มชิราโฮเนะออนเซ็น” ซึ่งหากได้กินแล้วจะดีต่อท้องไส้อีกด้วยล่ะค่ะ แต่ละที่พักจะมีข้าวต้มเสิร์ฟเป็นอาหารเช้า และแน่นอนว่ารสชาติจะแตกต่างกันตามแหล่งที่มาอีกด้วยนะ ซึ่งถ้าเป็นคนท้องถิ่นจะรู้ถึงเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันนี้ดี รวมถึงจำแนกความต่างของรสชาติข้าวต้มได้ด้วย บอกเลยว่าแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ ทั่วไปนะเนี่ย

เห็นแบบนี้แล้ว อยากไปสัมผัสกันเลยใช่มั้ยล่ะ.. สำหรับใครที่สนใจก็สามารถตามไปได้เลย

ที่ตั้ง : 390-1515 Shirahone Onsen, Azumi, Matsumoto, Nagano 4195

 

Loading...
Comments are closed.

Check Also

หน้าแหกกลางงาน แก๊งบ้านปาร์ตี้ โผล่กราบศพ “ลันลาเบล” แม่ขอไม่รับเงินช่วยเหลือ (ชมภาพ)

นับว่าเป็นข่าวที่โด่งดังมากๆ สำหรับช่วงที่ผ่านมา จากกรณีการเสียชีวิตของพริตตี้สาว ลัลลาเบล…