Home ธรรมะ รักแท้เป็นแบบไหน? ในมุมมองของ “พระพุทธศาสนา”

รักแท้เป็นแบบไหน? ในมุมมองของ “พระพุทธศาสนา”

1 min read
228

ความรักในมุมมองของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องของการตามหา แต่เป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง เสมือนการจัดบ้านสวยๆ ไว้ต้อนรับแขก ไม่ว่าจะมีแขกหรือไม่ ก็ต้องจัดบ้านเตรียมไว้ก่อน ผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองรักแท้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรักแม้จะอยู่ คนเดียวก็ตาม เขาจะยืน เดิน นั่ง นอน และตื่นมาด้วยความรัก กระทำต่อผู้คนรอบข้างด้วยความรัก จะต้องเป็นผู้ที่มีความดีและความรักอยู่แล้วในตัวเอง มาดูกันว่า ความรักในมุมมองของพระพุทธศาสนา เป็นแบบไหน

ไม่มีสิ่งแปลกปลอมในความรัก
ความรักของคนส่วนใหญ่ปนเปื้อนด้วยราคะ แม้มีเมตตาผสมอยู่ แต่สัดส่วนของมันก็น้อยจนไม่สามารถจะต่อสู้กับพลังของราคะได้ รักที่มีราคะคือรักที่ต้องการครอบครอง มีเพศรสเป็น แรงดึงดูด เป็นความรักที่ต้องการบางสิ่งบางอย่างจากอีกฝ่ายเสมอ หลายคนคิดว่า “ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากเขาเลยนอกจากความรัก” ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าความต้องการให้เขารักตอบนั่นแหละคือความต้องการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าท่านต้องการความรักจากเขา นั่นแปลว่าเราต้องการจิตวิญญาณของเขา

ความรักกับความฝันและความจริง
ความรักทำให้คนเราเข้าไปอยู่ในความฝันได้ทั้งๆ ที่ลืมตา ฝันนั้น ทำให้เราโบยบิน ล่องลอยอยู่ในความเยือกเย็น สงบสุข ครั้น พอตื่นขึ้นมา ความสุขอันล้ำลึกนั้นยังอยู่ ทว่ามีบางสิ่งที่ตระหนัก เพิ่มขึ้นคือ “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต”
ในเวลาเดียวกับ ที่ชีวิตก็ต้องมีความรักเป็นส่วนประกอบ ความรักที่ยืนยาวอยู่ได้ จึงต้องเป็นความรักที่สามารถผสมผสานได้ทั้งความฝันและ ความจริงเอาไว้ในเวลาเดียวกัน

แรงดึงดูดระหว่างกัน
ในชีวิตหนึ่งเราอาจพบใครบางคนที่รู้สึกว่าคุ้นเคยกันมานาน โปรดจงรู้เอาไว้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เพราะความบังเอิญไม่มีอยู่จริง คู่ชีวิตที่ผู้คนตามหาจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกัน หากแต่เกิดจากผลกรรมทั้งปัจจุบันและอดีตที่ส่งกระแสผ่าน คนสองคน ให้เกิดเป็นแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน อาจรู้สึกกระวนกระวายใจเมื่อไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียงของเขา ประสาทสัมผัสจะมีประสิทธิภาพมากกว่าธรรมดาเมื่ออยู่กับเขา กิเลสที่มีจะถาโถมเข้ามาอย่างง่ายดายเมื่อท่านพบคน คนนั้น ช่วงเวลานี้เองเป็นเวลาของความอันตราย หนทางเดียว ที่จะประคับประคองจิตวิญญาณของท่านให้มีความเข้มแข็งอยู่ได้ คือ การมีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด

อภัยให้กัน
“ทำไมฉันต้องให้อภัยคนรักเมื่อเขาทำผิด” อาจคิดว่าการให้อภัยคือสิทธิ์ที่จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ “ในเมื่อเขาเป็นคนผิด ก็ต้องตามใจฉันสิ ฉันจะให้อภัยหรือไม่ มันก็เรื่องของฉัน” ถ้าคิดอย่างนี้ย่อมหมายความว่า ความสัมพันธ์แบบชีวิตคู่ กำลังทำให้คุณวิปริตเสียคน มันทำให้คุณหลงกลมานะอัตตา ของตนเอง ถ้าเป็นเช่นนั้น ควรอยู่ลำพังเสียดีกว่า อย่าไปมีชีวิตคู่ให้ใครเขาต้องเดือดร้อนเลย

ไม่อยู่ใต้ความครอบงำ
ชีวิตคู่ไม่ควรอยู่ภายใต้การครอบงำใด ๆ มีหลายครั้งที่คู่รักพยายามครอบงำกันโดยไม่รู้ตัว บางครั้งการครอบงำนี้มาในรูปของการให้ความพึ่งพิง การช่วยเหลือ คุณอาจทำให้คู่รักรู้สึกว่า ขาดคุณไปแล้วชีวิตจะต้องพบกับความยากลำบาก บ้านอาจเล็กลง เงินทองอาจไม่พอใช้ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนก่อน

หรือครอบงำเขาด้วยความงาม ด้วยการบำรุงบำเรอความสุขทางเพศรส ทำให้เขาหมกมุ่นเสพติดในกาม ผู้ชายก็ใช้การครอบงำอย่างหนึ่ง ขณะที่ผู้หญิงก็ใช้การครอบงำอย่างหนึ่ง แต่ทุกการครอบงำล้วนมีวัตถุประสงค์ไม่ต่างกัน นั่นคือ ต้องการมีอำนาจเหนือกว่าโดยให้อีกคนมีสภาพเป็นทาส เมื่อการครอบงำถูกกระทำอย่างสม่ำเสมอ ความยึดติด เสพติดจึงถือกำเนิด เมื่อนั้นคู่รักก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะความรักอีกแล้ว เขาอยู่ด้วยกันเพียงเพราะเสพติดในกันและกัน หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่าอยู่ด้วยกันเพราะความกลัวก็ได้

เครดิตจาก : goodlifeupdate

Loading...
Comments are closed.

Check Also

4 ราศี 3 วันเกิด ระวังปัญหาการเงินและสุขภาพ โดย หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม

เช็คดวงชะตาราศี กับ หมอกฤษณ์ หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนาม หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม หมอดูชื่อดังแห…